วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

IPv6

IPv6 คือ


            กลไกสำคัญในการทำงานของอินเทอร์เน็ต คือ อินเทอร์เน็ตโพรโตคอล (Internet อินเทอร์เน็ตส่วนประกอบสำคัญของอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลได้แก่ หมายเลขอินเทอร์เน็ตแอดเดรส หรือ ไอพีแอดเดรส (IP address) ที่ใช้ในการอ้างอิงเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆบนอินเทอร์เน็ตทั่วโลก เปรียบเสมือนการใช้งานโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกัน จะต้องมีเลขหมายเบอร์โทรศัพท์
เพื่อให้อ้างอิงผู้รับสายได้ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตก็ต้องมีหมายเลข IP Address ที่ไม่ซ้ำกับใคร

           หมายเลข IP address ที่เราใช้กันทุกวันนี้ คือ Internet Protocol version 4 (IPv4) ซึ่งเราใช้เป็นมาตรฐานในการส่งข้อมูลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ปีค.ศ. 1981 ทั้งนี้การขยายตัวของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว นักวิจัยเริ่มพบว่าจำนวนหมายเลข IP address ของ IPv4 กำลังจะถูกใช้หมดไป ไม่เพียงพอกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอนาคต และ หากเกิดขึ้นก็หมายความว่าเราจะไม่สามารถเชื่อมต่อเครื่อข่ายเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นคณะทำงาน IETF (The Internet Engineering Task Force) ซึ่งตระหนักถึงปัญหาสำคัญดังกล่าว จึงได้พัฒนาอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นใหม่ขึ้น คือ รุ่นที่หก (Internet Protocol version 6 :  IPv6) เพื่อทดแทนอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นเดิม โดยมีวัตถุประสงค์ IPv6 เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของตัวโพรโตคอล ให้รองรับหมายเลขแอดเดรสจำนวนมาก และปรับปรุงคุณลักษณะอื่นๆ อีกหลายประการ ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับระบบแอพพลิเคชั่น (application) ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผล แพ็กเก็ต (packet) ให้ดีขึ้น ทำให้สามารถตอบสนองต่อการขยายตัวและความต้องการใช้งานเทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในอนาคตได้เป็นอย่างดี

            การนำ IPv6 มาใช้ ควรจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการปรับเปลี่ยนอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลจะส่งผลกระทบต่อเครือข่ายทั่วโลกที่เชื่อมต่อกันอยู่ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนไปสู่เครือข่าย IPv6 ล้วน อาจใช้ระยะเวลาเป็นปี เพราะเหตุนี้ ทาง IETF จึงเสนอทางออกเพื่อช่วยในการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และ IPv6 ในระหว่างที่เครือข่ายบางแห่งเริ่มมีการปรับเปลี่ยน

          ในช่วงแรก การใช้งาน IPv6 อาจอยู่ในวงแคบ ดังนั้นเราต้องการเทคนิคเพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายที่เป็น IPv6 เข้ากับเครือข่าย IPv4
หรือเครือข่าย IPv6 อื่น เทคนิคการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และ IPv6 แบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ 

          1. การทำ dual stack—เป็นวิธีพื้นฐานที่สุด ทำงานโดยใช้ IP stack สองอันคือ IPv4 stack และ IPv6 stack ทำงานควบคู่กัน เมื่อใดที่แอพพลิเคชั่นที่ใช้เป็น IPv4 ข้อมูลแพ็กเก็ตก็จะถูกส่งออกผ่านทาง IPv4 stack เมื่อใดที่แอพพลิเคชั่นที่ใช้เป็น IPv6 ข้อมูลแพ็กเก็ตก็จะถูกส่งออกผ่านทาง IPv6 stack การทำ dual stack เป็นทางออกที่ง่ายที่สุดแต่ไม่ใช่ long term solution เนื่องจากยังจำเป็นต้องใช้ IPv4 address ที่โฮสต์หรือเร้าท์เตอร์ที่ใช้ dual stack นั้น

          2. การทำ tunneling—เป็นอีกวิธีที่ใช้กันแพร่หลายเพราะเหมาะสมกับการสื่อสารระหว่างเครือข่าย IPv6 ผ่านเครือข่าย IPv4 การ
ส่งข้อมูลทำได้โดยการ encapsulate IPv6 packet ภายใน IPv4 packet ที่ tunneling gateway ก่อนออกไปยังเครือข่าย IPv4 ที่ปลายทาง ก่อนเข้าไปสู่เครือข่าย IPv6 ก็จะต้องผ่าน tunneling gateway อีกตัวซึ่งทำหน้าที่ decapsulate IPv6 packet และส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทาง จะเห็นได้ว่าการทำ tunneling นี้จะใช้ไม่ได้สำหรับการสื่อสารโดยตรงระหว่างเครื่องในเครือข่าย IPv6 และ
เครื่องในเครือข่าย IPv4

          3. การทำ translation—การทำ translation จะช่วยในการสื่อสารระหว่างเครือข่าย IPv6 และ IPv4 เทคนิคการทำ translation 
มีสองแบบ แบบแรกคือการแปลที่ end host โดยเพิ่ม translator function เข้าไปใน protocol stack โดยอาจอยู่ที่ network layer,TCP layer, หรือ socket layer ก็ได้ แบบที่สองคือการแปลที่ network device โดยจะต้องใช้ gateway ทำหน้าที่เป็น IPv6-IPv4 และ IPv4-IPv6 translator อยู่ที่ทางออกที่มีการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย IPv6 และ IPv4 

          ทั้งนี้หลังจากการปรับเปลี่ยนเสร็จสมบูรณ์ เมื่อเครือข่ายต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เป็น IPv6 ทั้งหมด เราสามารถทำการสื่อสาร
โดยใช้โพรโตคอล IPv6 โดยตรง ซึ่งเราเรียกการสื่อสารลักษณะนี้ว่า native IPv6 network

อ้างอิง http://www.ipv6.nectec.or.th/faq.php

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

อบรมผู้บริหารยุคใหม่ เข้าใจ ทันสมัย กฎหมาย IT




สิ่งที่ได้จากการอบรมคือ
            ได้รู้เกี่ยวกับกฎหมายในชีวิตประจำวัน กฎหมายใกล้ตัว ได้รับรู้ถึงว่าเราควรจะปฏิบัติอย่างไร ถ้าเราได้เจอกรณีเหมือนในเคสตัวอย่าง เช่น
- ถ้าเราซื้อสินค้าออนไลน์แล้วถูกหลอกให้โอนเงินแต่ เราไม่ได้สินค้า เราควรไปแจ้งความที่ไหน
- ถ้าเราซื้อถูกหลอกซื้อสินค้าของปลอม เราควรจะไปแจ้งความที่ไหน
- ถ้าเราถูกผู้อื่นมาเข้าใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของเรา เราสามารถแจ้งความได้หรือไม่
- รหัสลับเฉพาะคืออะไร
- เราควรทำอย่างไรถ้าเรารู้ถึงความลับที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงระดับประเทศ
- เราควรทำอย่างไรเมื่อคอมพิวเตอร์ถูกแฮค

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

Wireless LAN

Wireless LAN บนมาตรฐาน IEEE 802.11 หรือ WiFi


          IEEE 802.11 เป็นมาตรฐานเครือข่ายไร้สาย Wireless LAN ซึ่งมีหลายเวอร์ชั่น ในที่นี้จะกล่าวถึงมาตรฐานต่างๆที่สำคัญของ Wireless LAN



IEEE 802.11a

          เป็นมาตรฐานที่เริ่มนำมาใช้ในปี ค.ศ. 1999 ซึ่งใช้เทคนิคการส่งข้อมูลแบบ OFDM (Orthogonal Frequency Division Multiplexing) ที่สามารถรับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงสุด 54 Mbps โดยใช้คลื่นวิทยุที่ความถี่ 5 GHz ซึ่งเป็นความถี่สาธารณะสำหรับใช้งานในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เป็นความถี่ที่ไม่ได้รับอนุญาติให้ใช้งานได้อย่างอิสระภายในประเทศไทย เนื่องจากเป็นความถี่สำหรับกิจการทางด้านดาวเทียม ข้อเสียของ IEEE 802.11a คือ อุปกรณ์มีราคาแพง และรัศมีการใช้งานแคบ คือ ประมาณ 50 เมตรเท่านั้น จึงไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก


IEE 802.11b

          เป็นมาตรฐานที่เริ่มนำมาใช้ในปี ค.ศ. 1999 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยใช้เทคนิคการแบ่งข้อมูลแบบ DSSS (Direct Sequence Spread Spectrum) ที่สามารถรับและส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราความเร็วสูงสุด 11 Mbps และใช้คลื่นวิทยุที่ความถี่ 2.4 GHz ซึ่งเป็นความถี่ที่มีการใช้งานในหลายเทคโนโลยี เช่น Bluetooth, โทรศัพท์เคลื่อนที่ และเตาไมโครเวฟ ทำให้การใช้งานมักพบปัญหาในเรื่องของสัญญาณรบกวนค่อนข้างมาก แต่มีข้อดีกว่ามาตรฐาน IEEE 802.11a คือมีรัศมีในการส่งข้อมูลประมาณ 100 เมตร


IEEE802.11g


          เป็นมาตรฐานที่เริ่มนำมาใช้ในปี ค.ศ. 2003 ซึ่งเข้ามาทดแทนมาตรฐาน IEEE 802.11b โดยใช้เทคนิคการส่งข้อมูลแบบ DSSS บนคลื่นวิทยุความถี่ 2.4 GHz และสามารถรับส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็วสูงสุด 54 Mbps ซึ่งเป็นอัตราเร็วในการส่งข้อมูลที่สูงกว่ามาตรฐาน IEEE 802.11b โดยมีรัศมีในการส่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 100 เมตร ซึ่งกว้างกว่ามาตรฐาน IEEE 802.11a ทำให้ได้รับความนิยมและมีการใช้งานมาถึงปัจจุบัน


IEEE 802.11n

          เป็นมาตรฐานที่เริ่มพัฒนาในปี ค.ศ. 2004 ซึ่งพัฒนาเพิ่มเติมจากมาตรฐาน IEEE 802.11a/b/g ที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน โดยใช้คลื่นวิทยุความถี่ 2.4 GHz และ 5 GHz ซึ่งมีความเร็วสูงสุดถึง 600 Mbps การพัฒนา IEEE 802.11n ขึ้นมาเพื่อต้องการให้มีรัศมีการส่งข้อมูลครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น และเพิ่มอัตราเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงกว่ามาตรฐานแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

อ้างอิง : http://comscisp.blogspot.com/2012/02/wireless-lan-ieee-80211-wifi.html

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (NETWORK TOPOLOGY)


          คือ การนำคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกันเพื่อประโยชน์ของการสื่อสารรูปแบบการจัดวางคอมพิวเตอร์ การเดินสายสัญญาญคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย รวมถึงหลักการไหลเวียนข้อมูลในเครือข่ายสามารถทำได้หลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งตามลักษณะของการเชื่อมต่อหลักได้ดังนี้





          1. เครือข่ายแบบบัส (bus topology) 
          เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยสายเคเบิ้ลยาว ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ โดยจะมีคอนเน็กเตอร์เป็นตัวเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เข้ากับสายเคเบิ้ล ในการส่งข้อมูล จะมีคอมพิวเตอร์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ การจัดส่งข้อมูลวิธีนี้จะต้องกำหนดวิธีการ ที่จะไม่ให้ทุกสถานีส่งข้อมูลพร้อมกัน เพราะจะทำให้ข้อมูลชนกัน วิธีการที่ใช้อาจแบ่งเวลาหรือให้แต่ละสถานีใช้ความถี่ สัญญาณที่แตกต่างกัน การเซตอัปเครื่องเครือข่ายแบบบัสนี้ทำได้ไม่ยากเพราะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์แต่ละชนิด ถูกเชื่อมต่อด้วยสายเคเบิ้ลเพียงเส้นเดียวโดยส่วนใหญ่เครือข่ายแบบบัส มักจะใช้ในเครือข่ายขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ในองค์กรที่มีคอมพิวเตอร์ใช้ไม่มากนัก

ข้อดี คือ ใช้สื่อนำข้อมูลน้อย ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบโดยรวม
ข้อเสีย คือ การตรวจจุดที่มีปัญหา กระทำได้ค่อนข้างยาก และถ้ามีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายมากเกินไป จะมีการส่งข้อมูลชนกันมากจนเป็นปัญหา





          2. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน (ring topology)
          เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ด้วยสายเคเบิลยาวเส้นเดียว ในลักษณะวงแหวน การรับส่งข้อมูลในเครือข่ายวงแหวน จะใช้ทิศทางเดียวเท่านั้น เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งส่งข้อมูล มันก็จะส่งไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องถัดไป ถ้าข้อมูลที่รับมาไม่ตรงตามที่คอมพิวเตอร์เครื่องต้นทางระบุ มันก็จะส่งผ่านไปยัง คอมพิวเตอร์เครื่องถัดไปซึ่งจะเป็นขั้นตอนอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงคอมพิวเตอร์ปลายทางที่ถูกระบุตามที่อยู่

ข้อดี คือ ใช้สายเคเบิ้ลน้อย และถ้าตัดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เสียออกจากระบบ ก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบเครือข่ายนี้ และจะไม่มีการชนกันของข้อมูลที่แต่ละเครื่องส่ง

ข้อเสีย คือ ถ้าเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย อาจทำให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้





          3. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว(Star Network) 
          เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เข้ากับอุปกรณ์ที่เป็น จุดศูนย์กลาง ของเครือข่าย โดยการนำสถานีต่าง ๆ มาต่อร่วมกันกับหน่วยสลับสายกลางการติดต่อสื่อสารระหว่างสถานีจะกระทำได้ ด้วยการ ติดต่อผ่านทางวงจรของหน่วนสลับสายกลางการทำงานของหน่วยสลับสายกลางจึงเป็นศูนย์กลางของการติดต่อ วงจรเชื่อมโยงระหว่างสถานีต่าง ๆ ที่ต้องการติดต่อกัน 

ข้อดี คือ ถ้าต้องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ก็สามารถทำได้ง่ายและไม่กระทบต่อเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในระบบ 
ข้อเสีย คือ ค่าใช้จ่ายในการใช้สายเคเบิ้ลจะค่อนข้างสูง และเมื่อฮับไม่ทำงาน การสื่อสารของคอมพิวเตอร์ทั้งระบบก็จะหยุดตามไปด้วย






          4. โครงสร้างเครือข่ายแบบผสม (Hybrid Topology) 
          คือ เป็นเครือข่ายที่ผสมผสานกันทั้งแบบดาว,วงแหวน และบัส เช่น วิทยาเขตขนาดเล็กที่มีหลายอาคาร เครือข่ายของแต่ละอาคารอาจใช้แบบบัสเชื่อมต่อกับอาคารอื่นๆที่ใช้แบบดาว และแบบวงแหวน

ที่มา : https://sites.google.com/site/treetaset41010/khorngsrang-kherux-khay-khxmphiwtexr-network-topology